กลับมาบ้านเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว นอนที่Take a napเพื่อนว่าโดนผีหลอก แต่เราว่าไม่มีนะ -_- หรือเรามีคาถาดีตั้งแต่เป็นแอร์ก็ไม่เคยเจออีกเลย

 

วันรุ่งขึ้นไปนอนที่Away koh kood มาสองคืน เพราะได้Voucherห้องSeaside จากห้องละห้าพันกว่าบาทเหลือ1,400 (ตั้งแต่คิดและผันตัวเองมาเป็นคนวงการท่องเที่ยวก็เริ่มเล่นแร่แปรธาตุ)

 

กลับมาจากเกาะกูด พักที่Imm FushionSukhumvit กับโปรในเน็ตคืนละ 940บาท

 

กว่าจะได้กลับบ้านก็วันจันทร์ (นั่งรถทัวร์มากับเพื่อน)

 

 

เมื่อวานเพิ่งหาตั๋วเครื่องบินให้แม่ ที่จะพาพ่อไปด้วย ไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงสงกรานต์

จะไปวันที่ 10เมษา  ถ้าจะไปช่วงเทศกาลอยากได้ตั๋วถูกๆ ก็ต้องจองและออกตั๋วกันตั้งแต่ตุลาแล้ว (ราคา 17,000 ของ NWและUA)

 

ความจริงของ NW ตอนนี้ราคา 21,500 ไม่ได้เต็มตามที่เอเจนซี่กล่าวอ้างแต่อย่างใด(ถ้าซื้อในเว็บและจ่ายเงินทันที)  แต่พ่อไม่ยอมไปเพราะไฟล์ทนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตี3  พ่อกลัวจะเป็นลมบนเครื่องซะก่อน  ส่วนแม่ก็อยากได้ตั๋วราคา 15,000   -_- ( โถ  อันนั้นมันโปรการบินไทยเดือนมีนา )  

 

 

สุดท้ายด้วยความที่พ่อกับแม่ ไม่เคยวางแผนเที่ยวต่างประเทศมาก่อน พอเจอราคาตั๋วเครื่องบินเทศกาลอย่างนี้ ก็เลยยอมแพ้ ไปตามระเบียบ เลื่อนเป็นตุลาปีหน้าแทน

(ถ้าให้เวลานานขนาดนั้น จะได้ไปเล่นแร่แปรธาตุ หาตั๋วถูกๆให้ได้)   

 

 ( ปล ความจริงตั๋วคาเธ่ ก็ราคาอยู่ที่ 19,000หรือต่ำกว่านั้น แต่ต้องไปต่อเครื่อง คาดว่าพ่อกับแม่ที่อายุ 65ไปกันสองคน ไม่เคยขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศมาก่อนคงจะไม่ไหวแน่)

 

และที่สำคัญ สอบถามไปสอบถามมา น้องยังใช้หนี้ที่ยืมไปเรียนยังไม่หมด เลยไม่มีตังค์ไปญี่ปุ่นซะนี่  ( เจอค่าตั๋วรวมกันสองคน ปาไป 50,000 เลยลมจะจับ)   -_-  บอกแล้ว ไปเที่ยวช่วงโลว์ดีกว่า  ตั๋วถูก ไม่ต้องแย่งกันกินกันเที่ยว   แต่ถ้าเราเป็นวัยรุ่น เราก็เลือกเครื่องถูกๆออกเวลาไม่ดี หรือไปต่ออะไรได้ แต่พ่อกับแม่ท่านแก่มากแล้วก็อยากให้เที่ยวกันอย่างสบาย

 

 

รอบนี้ก็เลยมีโปรแกรมพาเที่ยวกรุงเทพกับ สวนผึ้ง ราชบุรี ไปก่อน(รีสอร์ทจองตั้งแต่ก่อนตุลาเหมือนกัน)

วันจันทร์ที่จะถึงนี้ สามีก็จะมาจากญี่ปุ่น นอนกรุงเทพหนึงคืน (พาพ่อกับแม่เที่ยวกรุงเทพวันนึงก่อน) จองที่พักไว้ตรงถนนวิทยุ เพราะมันใกล้บริษัทrental car   แล้ววันอังคารค่อยขับไปสวนผึ้ง ไปชมฟาร์มแกะ  (สามีไปเขียนไดอารี่ไว้แล้วว่า ถ้าเป็นที่ญี่ปุ่นไปฟาร์มแกะต้องได้กินแกะอร่อยๆแน่  แต่ที่เมืองไทย ไม่ใช่ แล้วพี่แกก็เสียใจใหญ่)

 มันกะจะไปกินแกะเต็มที่เลยหรือนี่   -_-:  เขาให้ไปเลี้ยงแกะเฟ้ย ไม่ได้ให้ไปกินแกะ  !!!  

 

กลับมาเมืองไทยได้เห็นอะไรอีกแล้ว  ไม่ได้ว่าอะไร  ยังไงสองประเทศก็คนละประเทศ อย่าไปเปรียบเทียบกันเลย อย่างที่บอก มันผิดกันตั้งแต่นับถือกันคนละศาสนา 

(ที่ว่าญี่ปุ่นเขาสะอาดมีระเบียบ ก็ที่ญี่ปุ่น ฆ่าหมาแมวจรจัดเรียบ  เมืองไทยจะทำได้ต้องเปลี่ยนศีล5กันซะก่อน ขนาดหมายังเอาไปฝังชิฟ หมาก็ไปขึ้นอยู่บนจอคอมพิวเตอร์ของส่วนราชการ  หมาห่างรัศมีบ้านไปนาน ตำรวจก็มาตามที่บ้านซะแล้วว่า หมาคุณไปไหนไปตามกลับมาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวจับเข้าคุกซะเลยนี่ สาเหตุไม่ดูแลหมา)

 

แค่จะบอกว่าไปโลตัส  ที่ญี่ปุ่นเขารณรงค์กันเรื่องโลกร้อน ซื้อของถ้าจะเอาถุงพลาสติก เสียตังค์ถุงละ 2บาท 

แต่ ที่โลตัสเมื่อวาน

 

เรา :  ไม่เอาถุงค่ะ

แคชเชียร์ :  (หยิบถุงใส่ให้อย่างรวดเร็ว )  เอาๆไปเถอะค่ะ เดี๋ยวผู้จัดการว่า หาว่าหนูไม่ใส่ถุงให้ลูกค้า

เรา :   @_@

 

 ขอบคุณ   ได้ถุงฟรีมาหนึ่งใบเดี๋ยวจะเอาไปใส่ที่ญี่ปุ่น

 

ตอนนี้อากาศที่เมืองไทยกำลังดีจริงๆ  ก่อนขึ้นเครื่อง เจออากาศที่ญี่ปุ่นไป 4องศา

 

 

เมื่อคืนคุยกับที่บ้านเรื่องมีลูก  สามียังไม่อยากมีลูก  เพราะ

1.ไม่มั่นใจว่าเราจะเลี้ยงลูกได้หรือเปล่า (กร๊ากกกกก)  

2.เห็นเรายังไม่พร้อม (เราจะเรียนไง)

3.เพื่อนในทีมไปต่างประเทศ สามีต้องทำงานสองตำแหน่ง เหนื่อยได้อีก

4.เก็บตังค์ซื้อบ้านที่เมืองไทย

5.สามีเป็นคนมีลูกยาก  ข้างบนน่ะข้ออ้าง

6.ถ้าอยากมีจริงๆ เดี๋ยวไปหาหมอให้มันมีได้เอง

 

มีหลายคนบอกว่า  ไม่มีลูกตอนนี้ เดี๋ยวไม่ทันใช้ ใครจะเลี้ยงเราตอนแก่ (ยังหวังได้ว่ามันจะเลี้ยงเราตอนแก่อีกเรอะ -_- ) 

 

ถ้าเรามีลูก จะไม่หวังอะไรจากลูก และไม่รู้เหตุผลด้วยว่าจะมีลูกไว้ทำไม 

แต่ถ้าจะมีลูกกะเขาจริงๆคงเป็นเหตุผลที่ว่า อยากให้เป็นครอบครัว สามคนพ่อแม่ลูก  ดูรักกันดี 

(ส่วนจะรักกันดีจริงๆ หรือทะเลาะกันบ้านแตกทุกวันนั้น อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

 

แต่ไม่ว่าอย่างไร ไม่มีลูกด้วยเหตุผล ให้มันมาเลี้ยงเราตอนแก่แน่นอน  เพราะไม่เคยคิดจะขอเงินหรือหวังพึ่งใคร  เพราะการรอคนอื่น มันคือความไม่แน่นอน  ตัวเองหาเลี้ยงตัวเองนี่แหละชัวร์สุดแล้ว

 

เมื่อคืนน้องสาว เถียง และ หาเหตุผลที่จะให้มีลูกให้ได้ (ไว้เลี้ยงตอนแก่)ก็เลยบอกมันว่า ไม่พร้อม ถ้ามีคลอดออกมา แล้วโยนให้มัน หรือ พ่อแม่เลี้ยงละกัน สรุป  เงียบ ไม่มีใครยอมรับภาระกันซักคน  หนีหายกันไปหมด

 

  สรุปเอาเป็นว่า มีลูกเมื่อพร้อม(จะเลี้ยง)  ดีกว่า

 

ตั้งแต่ต้องไปอยู่สองประเทศ   ก็กลายเป็นคนปลงโลกมากขึ้น  คิดว่าน่าจะเป็นข้อดีของการไปเรียน รร สอนภาษา ที่อาจารย์จะสอนเรื่องวัฒนธรรมความคิดที่แตกต่างกัน  และสามีก็เป็นคนพูดตรงไปตรงมาเกี่ยวกับวัฒนธรรมญี่ปุ่น

 

1. เข้าใจคนญี่ปุ่นมากขึ้น แม้คนญี่ปุ่นจะไม่เข้าใจเราก็ตาม

 

2.รู้ว่าทำไมเขาถึงทำ ถึงคิดไม่เหมือนเรา มันมีรากเหง้าศักราช ที่เอาไปทำวิจัยได้เป็นเล่มๆ

 

3.ใจเย็นมากขึ้น ไม่รู้จะโกรธหรือเถียงไปทำไม  เพราะถ้าเถียงมันคงยาว (ย้อนกลับไปดูข้อ2ใหม่ว่าทำไม)

 

4.ญี่ปุ่นไม่มีคำว่าผิดบาป มีแต่คำว่าทำดี(ตัวคนนั้น)ได้ดี เพราะผลของการกระทำของตนเองไม่เกี่ยวกับคนอื่น และการทำดี ก็เพราะความรับผิดชอบไม่อยากให้คนอื่นเดือนร้อน  ถ้าจะพูดเรื่องบาปกับคนญี่ปุ่น ต้องให้มันมานับถือศาสนาเดียวกันก่อน

 

 

ปล.  ซื้อ กรอบรูป ดิจิตอล  มาในราคา 750บาท ราคาโปรโมชั่นวันเปิดร้านที่LABI YAMADA DENKI มาเป็นของฝากพ่อ (ขนาดเท่ากรอบรูปปกติ ภาพคมชัดดี ไม่เสียแรง ที่แห่ไปตั้งแต่วันเปิดร้าน แต่คาดว่าตอนนี้คงเป็นราคาปกติไปแล้ว-_- )

 

ปล2. เน็ตที่บ้านช้ามาก เป็นระบบ Dail Up เล่นหรือโหลดอะไรไม่ค่อยได้  -_-