เมื่อวันก่อนหลังจากมาเขียน บล็อกเสร็จ ก็คุยกันสามี เรื่องเงินๆทองๆ

ที่เขาว่า ไม่ต้องให้เราทำงานประจำ เหตุผลก็มีอยู่ 3 อย่าง

 

1. งานประจำลาหยุดยาก วันที่เขาอยากให้เราหยุด เราอาจจะลาไม่ได้

2. เงินที่เขาหามาได้ทุกเดือน ก็เงินของเราทั้งนั้น (พูดจบฮีเปิดสมุดบัญชีประกอบ -_-; )

3. อยากให้เมียกลับบ้านเร็ว มาปรนนิบัติพัดวี โดยมีข้อหนด คือ กลับบ้านดึกได้ไม่เกิน 3 ทุ่ม 3 วันต่อสัปดาห์  โอ้ บระเจ้า

 

ขอโทษที ที่บ้านเกิดมาจน  ต้องทำงาน มาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน มัธยม   จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยมาเป็นค่าข้าวกลางวัน ค่าตำราเรียน ค่ารถเมล์  ค่าเสื้อผ้า

ตอนประถมเคยต้องแบ่งข้าวกลางวันให้เพื่อนที่ไม่มีข้าวกิน

เปิดตู้เย็นในบ้านไม่มีกับข้าวอะไร   มิได้ซื้อของเหลือกินเหลือขว้าง  มาทิ้งอย่างสามีทุกวันนี้

พอเรียนจบแล้ว ก็ต้องทำงานล้างหนี้ให้ที่บ้าน ทั้งส่งรถ(มือสอง) ส่งบ้าน ส่งน้องเล่าเรียน พร้อมจ่ายค่าน้ำค่าไฟ

ด้วยความเครียดว่าอยากเก็บตังค์มาเรียนที่ญี่ปุ่น หลักจากหักค่าใช้จ่าย ทุกอย่างด้านบนแล้ว ก็เหลือตังค์เก็บเพียงน้อยนิด  หลังจากงานประจำ  หลังเลิกงานและเสาร์อาทิตย์ ก็ต้องออกไปสอนพิเศษ หาเงินเพิ่มมิได้ขาด

ในสมอง ตั้งแต่หลับจนตื่น คิดแต่  หาเงินยังไงให้ได้เยอะๆ  เยอะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ (จนครั้งหนึ่งป่วยเข้าโรงพยาบาล  เพราะทำงานหนัก ) นี่ตรูจะเป็น過労死แบบคนญี่ปุ่นเหรอเนี่ย

ดีไม่พึมพัมว่า 生まれてすみませんแล้วไปโดดน้ำตาย !!

 

คำว่า    ไม่เคยเกาะใครกิน (แม้กระทั้งพ่อแม่)

 

มันหยั่งรากลึก ลงไปในสายเลือด    จนซึมเข้าไปในกระดูก    ในชีวิตนี้เราเคยแต่ให้เป็นการตอบแทนพระคุณ (พูดเหมือนดูดี -_-X )

 

 

ดังนั้น เมื่อคืน ที่สามี เอาบัญชีธนาคารมาให้ดู แล้วพูดว่า  ดูสิ เงินในนี้ที่ผมหามาได้ เป็นของคุณด้วย มันมากพอที่คุณไม่ต้องไปหางานทำเลยก็ได้

มันกลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีใจ  (แต่แปลกใจและตกใจ )

 

ก็คิดว่า  แล้วชั้นจะเชื่อใจได้เหรอ ? เงินที่จะใช้อะไรก็ต้องขออนุญาติก่อนทุกครั้ง แล้วมันจะเหมือนเงินที่เราหามาได้ด้วยตัวเองอย่างไร

 

ดังนั้น สามีจึง ให้เราไปทำงาน Part Time เพื่อเป็นเงินเก็บโดยไม่จำเป็นต้องเอาเงินนั้น มาใส่ในเงินกองกลางของสามีเลย 

 

ไม่เคยรู้มาก่อน ว่าจะมีส่วนได้ส่วนเสีย ในเงินเดือนของคนอื่น (ถึงเรียกว่าสามีก็เหอะ )

และ   ไปเกาะเขากินเฉยๆจะดีเหรอ     ( คือ มันออกให้เราทุกอย่าง เราไม่ต้องออกให้มันเลย)

 

เราจะวางใจได้อย่างไรว่า เมื่อวันนึง ถ้าเราถูกถีบหัวส่ง เราจะไม่เป็นยัยแก่หงำเหงือก ไม่มีเงินเก็บ  ต้องออกไปหางานงกๆตอนอายุ40 โดยไร้บ้าน  ไร้รถ  (เพราะตอนแต่งงานใช้ของสามี)  ไร้ประสบการณ์การทำงาน 

 (เพื่อนบอก อีนี่ มันคิดมากเกินไป)

 

ด้วยเหตุนี้

 

เราจึงควรพัฒนาภาษาญี่ปุ่น ของตนเองอยู่เสมอ  

ทำงาน(ถึงจะเป็นพาร์ทไทม์ตามที่สามีขอร้อง)เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ตนเอง และ  ไม่ทำให้ตัวเองดูไร้ค่า หรือ ใครมาด่าได้ว่าเกาะผู้ชายกิน ( มิได้ว่าใคร แต่เคยโดนเพื่อนด่าแบบนี้จริงๆว่า  เกาะผู้ชายกินจะดีเหรอ -_-)

เก็บเงิน  เพื่อความมั่นคงของชีวิต

(สรุปแผนจะเหมือนของสาวโสดเลยนะเนี่ย)

 

สิ่งสำคัญ ผู้หญิงต้องยืนอยู่ด้วยตัวเองได้ โดยไม่พึ่งพาผู้ชายจนเกินไปนัก

 

อย่าให้มันมีคำพูดแบบนี้ออกมาเลย

 

- ถ้าแม่ไม่มีลูก ป่านนี้คงเลิกกับพ่อไปนานแล้ว ตอนนี้ต้องทน ( ความผิดลูกอีก -_-)

- ถ้าผมถูกฟ้องหย่า จะต้องเสียค่าเลี้ยงดูจนหมดตัว  (หาเหตุผลอ้างในการเป็นชู้)

- ชั้นเลิกกับเขาไม่ได้ เพราะชั้นมีลูก   เป็นแม่บ้านมาตลอดชีวิต ไม่มีงานทำ ชั้นต้องรอจนอายุ 50 ถึงจะเลิกได้ (แล้วพออายุ 50 ก็เลิกจริงๆ)

 

(สามีบอกว่า ที่ญี่ปุ่นบางคนรอจนลูกโต ถึงหย่ากัน และเอาสมบัติสามีครึ่งหนึ่ง เพราะถือเป็นค่าเลี้ยงลูกและทำงานบ้านให้  )

 

อนิจจา  อย่าให้มันต้องเป็นเช่นนั้นเลย 

 

ผู้หญิง (หรือ ผู้ชายก็ด้วย) ควรจะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง  โดยไม่ต้องพึ่งพาใครจนเกินไปนัก

 

ถึงเป็นผู้หญิง ก็สามารถยืนบนรถเมล์ได้  ผู้ชายทำงานมาเหนื่อยมากแล้ว  ให้นั่งบ้างเถอะ  ผู้หญิงมิได้อ่อนแอขนาดนั้น แต่ถ้าจะหยิบยื่นน้ำใจให้ ก็ดีใจ  

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เราเห็นด้วยนะคะในฐานะที่เป็นผู้หญิงสู้ชีวิตเหมือนกัน คุณวางแผนอย่างนี้ดีแล้ว ไม่ประมาทกับชีวิตค่ะ

#6 By PANG (125.24.6.92) on 2010-08-05 13:17

เข้ามาให้กำลังใจค่ะ คุณกิ๊กเก่งมากๆ เราเองก็ฝันว่าสักวัน จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร

เพราะความแน่นอน...คือความไม่แน่นอนค่ะ จำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่ออนาคตไว้ด้วย

ส่วนตัวเรา ยังไม่มีครอบครัว และเป็นเด็กสปอยล์มากๆ วันๆ คิดแต่จะกิน เที่ยว ใช้เงิน คิดถึงแต่ตัวเอง จนกระทั่งได้มาเห็นตัวอย่างคนใกล้ตัว ซึ่งประสบเหตุไม่คาดฝัน ชีวิตพลิกผันไปเรย แต่เค้าก็เข้มแข็งมากพอที่จะสู้ต่อ แต่กว่าจะมีกำลังใจขนาดนั้น ก็แทบแย่เหมือนกัน

และยิ่งได้มาอ่านเอนทรี่นี้...สะอึกเลยค่ะ เรานี่ยังเป็นเด็กอยู่เยอะมากๆ จริงๆ ทำงานเหนื่อยหน่อยก็เซ็ง บ่น ต่างๆนานา แล้วก็ไปช็อปปิ้งไร้สติ ใช้ชีวิตแบบสุดๆ มานั่งคิดทีหลัง เวลาที่เราควรจะเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เสียเปล่าไปเลย

แต่ที่เขียนๆ มานี่เป็นมุมมองของคนยังไม่มีครอบครัวนะ ผู้ชายญี่ปุ่นอาจจะมีความคิดแบบนั้นคล้ายๆ กัน สังคมญี่ป่นความเท่าเทียมทางเพศยังอีกไกล แต่งงานกันแล้ว จะตัดสินใจอะไร เราว่าต้องคุยกันให้ดีนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

ขนาดเรากะแฟนยังไม่ได้แต่งงานกัน เวลาจะใช้ตังค์ เค้าต้องรับรู้ด้วยเสมอ (ในเรื่องสำคัญๆ)บางทีรำคาญมากๆ จนทะเลาะกัน มันเหมือนมีกระเป๋าเดียวกัน ทำให้รู้สึกว่า ถ้าได้ทำงานเอง เก็บเงินเอง จะทำอะไรเค้าก็จะว่าเราไม่ได้

สรุปแล้ว การใช้ชีวิตคู่นี่...ต้องเสียสละมากๆ เลยนะ ยังอีกไกลนะเรา sad smile

#5 By volutecello on 2009-09-16 12:40



กิ๊กจ๋า
อย่าหักโหมเกินไปนะจ้ะ

เราก็เป็นอย่างกิ๊กเหมือนกัน
แต่ผู้ใหญ่บางคนมักจะบอกว่า ให้เราทำตัวอ่อนแอบ้าง
ให้คนอื่นได้ดูแลเราบ้าง และอะไร ๆ ก็จะราบรื่นนะจ้ะ

#4 By freedom-of-thinking on 2009-09-06 11:13

คุณกิ๊ก..คิดมากไปรึเปล่า

บางที..สิ่งที่กิ๊กทำให้กับพ่อ-แม่-น้อง
มาตลอด..มันคงจะสะท้อนกลับมา

ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ
ดูแลสามีให้ดีๆๆๆ

ดูแลคนที่รักเรา
ดีออก..cry

#3 By prang2626 on 2009-08-27 21:18


น้อง monboy

เว็บนี้ยังโหลดข้อสอบได้อยู่หรือเปล่าคะ
http://jlpt.info/

#2 By saori_gig on 2009-08-27 21:05

ดีแล้วครับพี่

เตรียมพร้อมให้อยู่ได้ด้วยตัวเองอะดีแล้ว

ถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดีไป

แต่อย่าหักโหมเกินไปนา

ปล.ประโยคท้ายเรื่องลุกให้นั่งนี่...เห็นด้วยครับ = =

#1 By monboy01 on 2009-08-27 19:21